ศัลยกรรม

โปรแกรมการตรวจการนอนหลับ


Polysomnography (PSG) หรือการตรวจการนอนหลับแบบละเอียด เป็นการทดสอบทางการแพทย์ที่ใช้ตรวจวิเคราะห์รูปแบบและคุณภาพของการนอนหลับ เพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับ โดยใช้เครื่องมือที่บันทึกข้อมูลด้านต่าง ๆ ของร่างกายในขณะนอนหลับ เนื่องจากการนอนหลับที่มีปัญหาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะซึมเศร้า การละเลยอาการต่าง ๆ เช่น การกรนเสียงดัง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือความเหนื่อยล้าเรื้อรัง อาจทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากคุณพบว่าการนอนหลับของคุณมีความผิดปกติ การรับการตรวจและรักษา เป็นทางออกที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจ Polysomnography เพื่อวินิจฉัยปัญหา และการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RF) การผ่าตัดรักษาโครงสร้างที่ผิดปกติ หรือการใช้เครื่อง CPAP

ข้อดีของการตรวจ Polysomnography
-ช่วยในการวินิจฉัยปัญหาการนอนหลับที่ซับซ้อน

-ช่วยออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เช่น การใช้ CPAP สำหรับผู้ป่วย โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) หรือ มีภาวะง่วงเกินในเวลากลางวัน (Narcolepsy)

-เพิ่มคุณภาพชีวิตจากการปรับปรุงการนอนหลับ

ส่วนประกอบของการตรวจ Polysomnography

1.การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อวัดการทำงานของสมองและระบุระยะการนอนหลับ (เช่น REM หรือ Non-REM)

2.การตรวจการเคลื่อนไหวของตา (EOG) เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของลูกตา ซึ่งช่วยบอกระยะการนอนหลับ REM

3.การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) ใช้วัดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ เช่น บริเวณคางหรือขา เพื่อหาการเคลื่อนไหวผิดปกติ

4.การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อประเมินภาวะออกซิเจนในเลือดขณะนอนหลับ

5.การตรวจการหายใจ (Respiratory Monitoring) วัดการไหลเวียนของอากาศผ่านจมูกและปาก และการขยับตัวของหน้าอกและช่องท้อง

6.การตรวจการเต้นของหัวใจ (ECG/EKG) เพื่อบันทึกจังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างการนอน

7.การตรวจการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อบันทึกการพลิกตัวหรือการขยับในระหว่างการนอน


ขั้นตอนการตรวจ Polysomnography

1.การเตรียมตัว

-หลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ก่อนการตรวจ

-แพทย์อาจขอให้หยุดยาบางชนิดที่อาจมีผลต่อการนอน

-พกชุดนอนส่วนตัวเพื่อความสะดวก

2.การตรวจ

-ผู้ป่วยจะนอนในห้องตรวจที่มีการติดตั้งอุปกรณ์บันทึกข้อมูล

-แพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์จะติดอิเล็กโทรดบนศีรษะและร่างกายเพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าต่าง ๆ

-การตรวจใช้เวลา 6-8 ชั่วโมงในช่วงกลางคืน

3.การวิเคราะห์ผล -ข้อมูลที่บันทึกจะถูกส่งไปยังแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับเพื่อตีความและวินิจฉัยโรค


รูปแบบการตรวจการนอนหลับ (Polysomnography)
การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) สามารถแบ่งออกเป็น 4 Types โดยพิจารณาจากจำนวนและชนิดของข้อมูลที่บันทึก รวมถึงความซับซ้อนของการตรวจ มีรายละเอียดดังนี้:

Type 1: In-Lab Polysomnography

ลักษณะการตรวจแบบละเอียดที่สุดในห้องปฏิบัติการ (Sleep Lab) มีการติดตั้งอุปกรณ์เต็มรูปแบบ เช่น EEG, EOG, EMG, ECG, การวัดการหายใจ และออกซิเจนในเลือด

ข้อดี-เหมาะสำหรับการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อน เช่น Obstructive Sleep Apnea (OSA) หรือ โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น, Narcolepsy หรือ ภาวะง่วงเกินในเวลากลางวัน

-มีเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดการตรวจ

ตัวอย่างโรค: ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ, การนอนละเมอ, กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข

Type 2: Comprehensive Portable Polysomnography

ลักษณะ: การตรวจแบบพกพาที่มีอุปกรณ์ครบถ้วนเช่นเดียวกับ Type 1 แต่สามารถทำได้ที่บ้าน ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลโดยตรง

ข้อดี: สะดวกสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สะดวกเดินทางไป Sleep Lab

ข้อจำกัด: ความแม่นยำอาจลดลงเพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลขณะตรวจ

Type 3: Home Sleep Apnea Testing (HSAT)

ลักษณะ: การตรวจแบบพกพาเฉพาะข้อมูลพื้นฐาน เช่น การวัดการหายใจ, ระดับออกซิเจนในเลือด, การเต้นของหัวใจ

ไม่มีการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) หรือการตรวจระยะการนอนหลับ

ข้อดี: ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับการคัดกรอง โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) โดยเฉพาะ สามารถทำการตรวจได้ทั้งที่บ้าน และห้องปฏิบัติการ

ข้อจำกัด: ไม่เหมาะกับการวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อน เช่น Narcolepsy

Type 4: Simplified Cardiorespiratory Testing

ลักษณะ: การตรวจเฉพาะข้อมูลพื้นฐานที่สุด เช่น การวัดออกซิเจนในเลือดและการไหลเวียนของอากาศ

ใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก

ข้อดี: ต้นทุนต่ำและเหมาะสำหรับการตรวจเบื้องต้น

ข้อจำกัด: ใช้สำหรับการคัดกรองเท่านั้น ไม่สามารถวินิจฉัยภาวะซับซ้อนได้

ที่ JR Sleeplab เราให้บริการการตรวจการนอนหลับในรูปแบบ Type 1 และ Type 3 เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ป่วย โดยบริการของเราออกแบบมาเพื่อมอบทั้งความสะดวกและความแม่นยำในการวินิจฉัย ดังนี้:

Type 1 เป็นการตรวจการนอนหลับแบบละเอียดที่ดำเนินการในห้องปฏิบัติการ (Sleep Lab) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการซับซ้อน เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) , ภาวะง่วงเกินในเวลากลางวัน (Narcolepsy) ด้วยอุปกรณ์ครบวงจรและผู้ดูแลตลอดการตรวจ

Type 3 เป็นการตรวจการนอนหลับแบบพกพาที่สามารถทำได้ที่บ้านหรือที่ห้องปฏิบัติการได้ เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ในระดับเบื้องต้น โดยมอบความสะดวกสบายและลดภาระการเดินทาง

บริการทั้งสองรูปแบบได้รับการออกแบบเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวินิจฉัยเชิงลึกหรือการคัดกรองเบื้องต้น JR Sleeplab พร้อมดูแลคุณให้หลับสนิทและมีสุขภาพที่ดีทุกคืน


หลังจากการตรวจการนอนหลับด้วยวิธี Type 1 หรือ Type 3 ที่ Sleeplab เพื่อวินิจฉัยปัญหาการนอนหลับอย่างแม่นยำแล้ว เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับปัญหาของคุณ โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้

1. การรักษาด้วยวิธีการจี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ Radio Frequency (RF)

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีปัญหาทางเดินหายใจแคบจากเนื้อเยื่อที่หนา เช่น เยื่อบุจมูกบวม หรือ ช่องปากอ่อนหย่อนคล้อย

วิธีการ: ใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อจี้ลดขนาดเนื้อเยื่อที่เกินมา ลดการอุดตันในทางเดินหายใจ

ผลลัพธ์: เพิ่มการไหลเวียนของอากาศ ลดอาการกรน และบรรเทาภาวะหยุดหายใจขณะหลับในระดับไม่รุนแรง

2. การผ่าตัดเฉพาะส่วนเพื่อรักษาโครงสร้างที่ผิดปกติที่ส่งผลให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจ:

2.1 การผ่าตัดจมูก

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีโครงสร้างจมูกผิดรูปหรือเบี่ยงเบน

ผลลัพธ์: เปิดทางเดินหายใจ ลดอาการกรน และโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

2.2 การปรับแกนกลางจมูกคด

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มี โครงสร้างจมูกที่เอียงคด อาจจะส่งผลทำให้อากาศไหลเวียนไม่สะดวก

ผลลัพธ์: ช่วยให้หายใจโล่งขึ้น ลดปัญหาการกรน

2.3 การผ่าตัดเยื่อบุจมูกที่บวม

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีอาการจมูกตันเรื้อรังจาก เยื่อบุจมูกบวม

ผลลัพธ์: ลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น

2.4 การผ่าตัดบริเวณช่องปากอ่อน

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีภาวะหย่อนของช่องปากอ่อนหรือเพดานปาก

ผลลัพธ์: ลดการสั่นสะเทือนในช่องปากที่ทำให้เกิดเสียงกรน

2.5 การปรับลิ้นไก่ยาว

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีลิ้นไก่ยาวเกินไปจนทำให้เกิดการอุดกั้น

ผลลัพธ์: ลดเสียงกรนและเพิ่มความโล่งของทางเดินหายใจ

2.6 การผ่าตัดต่อมทอลซิล

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีต่อมทอลซิลโต ซึ่งทำให้ทางเดินหายใจแคบลง

ผลลัพธ์: ขยายทางเดินหายใจและลดปัญหาการนอนหลับที่เกี่ยวข้อง

3. การใช้เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure)

เครื่อง CPAP เป็นการรักษามาตรฐานสำหรับโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท:

3.1 CPAP แบบ Fix (Fixed Pressure)

ลักษณะ: ตั้งค่าความดันอากาศคงที่

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีความต้องการแรงดันอากาศคงที่ตลอดคืน

ผลลัพธ์: เปิดทางเดินหายใจตลอดเวลา ลดภาวะหยุดหายใจและอาการง่วงระหว่างวัน

3.2 CPAP แบบ Auto (Auto Adjusting)

ลักษณะ: ปรับแรงดันอากาศอัตโนมัติตามความต้องการของผู้ใช้งานในแต่ละช่วงเวลา

เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับแรงดัน

ผลลัพธ์: มอบความสบายสูงสุดในขณะใช้งาน

ที่ JR Sleeplab เรามุ่งมั่นช่วยให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี RF, การผ่าตัดรักษาโครงสร้างทางเดินหายใจ หรือการใช้เครื่อง CPAP เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตและคืนการนอนหลับที่ดีให้กับคุณ.